พระอิศวรผู้ที่การเป็นอิสระ
บอกทางมนุษย์ไปสู่ความสบายบริบูรณ์ที่จริงจริง
พระกฤษณะ เป็นอวตารหนึ่งของ พระวิษณุ

jumbo jili
ในมหากาพย์เรื่อง “มหาภารตะ” ซึ่งเป็นหนังสือที่ยาวที่สุดในโลก
ใส่ไว้ซึ่งเรื่องราวต่างๆมากไม่น้อยเลยทีเดียว
รวมทั้งมีหนังสือเล่มหนึ่งใส่ไว้ด้วย โน่นเป็น “คู่มือภควัทคีตา”
อวตารของพระวิษณุคราวนี้เกิดขึ้นในตอนสมัยลำดับที่สองของโลก
เรื่องราวเอ่ยถึง กษัตริย์อุครเสน (Ugrasena) ผู้ครอบครอง เมืองมถุรา ท่านเป็นกษัตริย์ทรงความดี เป็นสุดที่รักปรารถนาของสามัญชนทั่วๆไป ทรงมีมเหสีเป็น นางปวนะเรขา(Pavanarekha) ปกครองบ้านเมืองด้วยกันอย่างสุขสบาย
วันหนึ่งพระนางปวนะเรขาเสด็จทัศนาจรป่า ถูกอสุรีตนหนึ่งกลายร่างเป็นกษัตริย์อุครเสนมาร่วมเสพสม คราวต่อมาอีกสิบเดือนก็เลยเกิดขึ้นบุตรชาย นามว่า “กังสะ” (Kansa) กษัตริย์อุครเสนทรงหลงมีความคิดว่ากังสะเป็นบุตรชายของท่าน
กังสะเมื่อเติบโตก็เริ่มแสดงออกถึงความทารุณโหดร้าย เป็นต้นว่า ไม่นับถือพ่อ ฆ่าเด็กอื่นๆตลอดจนใช้ความรุนแรงข่มขู่บังคับลูกหญิงทั้งคู่องค์ของ กษัตริย์เฒ่าสันธ์ (Jarasandha) ที่ เมืองแคว้นมคธ มาเป็นมเหสีของตนเอง รวมทั้งในที่สุดก็จับกุมตัวกษัตริย์อุครเสนไปขังไว้ ต่อจากนั้นก็เลยตั้งตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทน นอกนั้นยังแผ่อาณาเขตออกไปอย่างมากมาย
รวมทั้งที่สำคัญ กังสะ สั่งประกาศห้ามผู้คนไม่ให้ประกอบพิธีเคารพสักการะ พระวิษณุ!!
พระวิษณุพระอิศวร ทรงชมมองเห็นความลำบากของผู้คนและก็เทพเทวดา ก็เลยวินิจฉัยใจอวตารลงไปปราบอสุรี
โดยทรงพระดำริว่าควรจะไปตายเป็นลูกของ นางเทวัญกี (ลูกหญิงองค์ที่เจ็ดของพระผู้เป็นเจ้าเทวัญกา คุณลุงของพญากังสะ) กับ วสุเทวะ (Vasudeva)

สล็อต
พระวิษณุทรงถอนเส้นพระเกศดำของท่าน และก็เส้นผมขาวของพญานาคอนันตะ (เศษะนาค) ส่งไปยังท้องของนางเทวัญกี
เส้นผมขาวของเศษะนาคมีขึ้นเป็นลูกผู้ที่เจ็ด นามว่า “พลราม”
ส่วนเส้นพระเกศดำของท่านมีขึ้นเป็นลูกผู้ที่แปด นามว่า “กฤษณะ”
ย้อนเรื่องราวไปครั้งเมื่อมีงานสมรสระหว่างนางเทวดากีกับวสุเทวะนั้น มีเสียงดังมาจากเบื้องบนเตือนพญากังสะว่า
ท่านจะถูกประหารโดยลูกของนางเทวัญกี พญากังสะก็เลยคิดฆ่านางเทวัญกี
แต่ว่าวสุเทวะคำสัญญาว่าจะนำลูกของตนเองที่เกิดกับนางเทวดากีทั้งสิ้นมามอบให้พญากังสะ
เมื่อนางเทวดากีคลอดลูกหกคนแรกออกมา วสุเทวะก็รักษาคำสัญญาโดยเอามาให้กับพญากังสะ แล้วก็ถูกฆ่าทั้งหมดทั้งปวง
จวบจนกระทั่งนางเทวัญกีใกล้จะให้กำเนิดลูกผู้ที่เจ็ด ก็มีเสียงเตือนพญากังสะจากเบื้องบนเป็นครั้งลำดับที่สองว่า
คนที่เกิดขึ้นมาเป็นคนเลี้ยงวัว จะเป็นผู้ประหารท่าน พญากังสะก็เลยสั่งการให้ฆ่าคนเลี้ยงวัวทุกคนที่เจอ
ข้างนันทะ (Nanda) คนเลี้ยงวัวซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของวสุเทวะตกลงใจช่วยวสุเทว
โดยให้วสุเทวะส่งเมียอีกคนหนึ่งหมายถึงนางโรหินี (Rohini) ไปอยู่กับนันทะ แล้วพระวิษณุก็ทรงใช้ฤทธิ์อำนาจเปลี่ยนเอาลูกในท้องของนางเทวัญกีไปใส่ไว้ในท้องของนางโรหินีแทน
รวมทั้งเกิด พระพลราม โดยพญากังสะรู้สึกว่าลูกของนางเทวดากีเสียชีวิตในท้องแม่ไปแล้ว

สล็อตออนไลน์
ส่วนลูกผู้ที่แปด หรือ พระกฤษณะ นั้น วสุเทวะได้ผลัดโดยนำเอาบุตรหญิงของนันทะกับนางหยิ่งดา (Yasoda) ไปมอบให้พญากังสะ
เมื่อพญากังสะรับมาก็ปาใส่หิน แต่ว่าปรากฎว่าเด็กแบเบาะนั้นกลายร่างเป็นนางฟ้าบินขึ้นเขาฟ้า และก็กล่าวกับพญากังสะว่า
ขณะนี้คนที่จะฆ่าพญากังสะได้เกิดขึ้นแล้ว!!!
กฤษณะเติบโตท่ามกลางหมู่คนเลี้ยงวัว
แค่เพียงในตอนขวบปีแรกก็มียักษ์ถึง 3 ตนเพียรพยายามรังแกท่าน
ทีแรกเป็น ยักษ์ปุตนะ (Putana) เปลี่ยนร่างเป็นหญิงสาวมาให้นมพระกฤษณะ โดยทายาพิษไว้ภายในนม
แม้กระนั้นพระกฤษณะรู้เท่าทัน ก็เลยดูดนมจนกระทั่ง อสูนปุตนะ สิ้นชีวิต
ครั้งลำดับที่สองเป็น ยักษ์ศักตาสูร (Saktasura) มีฤทธิ์สามารถบินได้
คิดแผนจะใช้ความรุนแรงลากรถบรรทุกภาชนะคนโทน้ำให้ไปทับร่างพระกฤษณะที่พักผ่อนหลับอยู่แต่ว่าไม่เป็นผลสำเร็จ
ส่วนครั้งลำดับที่สามเป็น อสุรีตรีนะความประพฤติ (Trinavasta) แสดงฤทธิ์เป็นลมเป็นแล้งหมุน
หมายจะพัดร่างของพระกฤษณะให้ตกลงมาจากตักของนางหยิ่งดา แม้กระนั้นไม่เป็นผล
กลับถูกพระกฤษณะจับเหวี่ยงทุ่มใส่หิน ทำให้ลมพายุสงบลง
ชีวิตในวัยเด็กของพระกฤษณะจำต้องต่อสู้กับอสุรีที่พญากังสะส่งมาหลายคราว เพราะพญากังสะอยากกำจัดเด็กที่มีพลังอำนาจสามารถฆ่าตนได้ ยักษ์ที่มารังแกก็มี..
ยักษ์วัตสาสูร (Vatsasura) ปรากฎในร่างวัว
ยักษ์บากาสูร (Bagasura) ปรากฎในร่างนกกระเรียนบากบั่นกลืนร่างพระกฤษณะ แม้กระนั้นสุดท้ายพระกฤษณะก็ปราบได้
อุกราสูร (Ugrasura) ปรากฎในร่างงู เข้ามากลืนร่างพระกฤษณะลงไปในท้อง แต่ว่าท้ายที่สุดพระกฤษณะก็ฉีกร่างอสุรีออกมาได้
นอกเหนือจากนั้น พระกฤษณะก็ได้ฆ่า อสุรีเธนุกา (Dhenuka) และก็อบรมสั่งสอน นาคกาลิยะ (Kaliya) ให้สำนึกผิดด้วย

jumboslot
ส่วนพระพลรามผู้พี่ก็ได้ปราบยักษ์ต่างๆอาทิเช่น ยักษ์ประลัมพ์ (Pra-lamba) ซึ่งเป็นอสุรีที่ปรากฎในร่างคน ฯลฯ
ชีวิตในวัยชายหนุ่มของพระกฤษณะผ่านประสบการณ์ล้นหลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชักพาให้คนเลี้ยงวัวเลิกบวงสรวงเส้นไหว้ พระอินทร์
โดยให้ไปบูชาเทือกเขาวัววรรธนะแทน ทำให้พระอินทร์พิโรธ บันดลให้กำเนิดลมพายุ ฝนตกหนักตลอดทั้งเจ็ดวันเพื่อเป็นการลงทัณฑ์
แต่ว่าพระกฤษณะใช้นิ้วเพียงแต่นิ้วเดียวชูเทือกเขาวัววรรธนะขึ้นกำบังกลุ่มคนเลี้ยงวัวเอาไว้
จนกระทั่งสุดท้าย พระอินทร์ได้ทรง ช้างไอราวตะ พร้อมทั้ง แม่โคสุรภี ลงมานับถือพระกฤษณะ
ในเรื่องความรัก เมื่อพระกฤษณะเติบโตเป็นชายหนุ่ม ก็เป็นเป้าหมายปองของเหล่า นางวัวปี (เมียคนเลี้ยงวัว) ทั้งหลายแหล่
วันหนึ่ง ในช่วงเวลาที่เหล่าวัวปีกำลังอาบน้ำที่ แม่น้ำยมุที่นา แล้วก็ต่างขอพรให้ตนได้สมประสงค์ในรัก
พระกฤษณะได้มาลักขโมยเสื้อผ้าของพวกนางและก็หนีไปหลบซ่อนอยู่บนต้นไม้ ต่อจากนั้นพระกฤษณะก็เรียกนางวัวปีที่เปลื้องผ้าให้ขึ้นจากน้ำ
เพื่อมารับเสื้อผ้าคืน เมื่อได้หยอกเย้าเหล่าวัวปีแล้ว พระกฤษณะก็คำสัญญาว่า ท่านจะไปเต้นรำร่วมกับเหล่านางวัวปีในช่วงฤดูใบไม้หล่นครั้งหลัง
ครั้นเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงในคืนที่แสงเดือนสว่างไสว พระกฤษณะได้เป่าขลุ่ยเรียกเหล่านางวัวปีพวกนั้นให้หนีผัวที่กำลังหลับเข้ามาในป่า
หลังจากนั้นก็ได้เต้นรำกัน นางวัวปีทุกคนต่างรู้สึกเคลิ้มดังว่าตนได้เต้นรำกับพระกฤษณะในลักษณาการของคู่ครอง
การเต้นรำนี้ช้านานถึงหกเดือน แล้วหลังจากนั้นทั้งสิ้นก็ได้ไปอาบน้ำที่แม่น้ำยมุที่นาด้วยกัน เมื่อนางวัวปีกลับบ้านก็จำไม่ได้ว่ากำเนิดอะไรขึ้น
ในบรรดานางวัวปีทั้งปวง มีหญิงคนหนึ่งที่นับว่าเป็นคู่ครองคนสำคัญของพระกฤษณะ
นางมีนามว่า “ราธา” (พระแม่ราธาเทวี คนรักพระกฤษณะ)
มีบทอธิบายถึงความรักระหว่างคนทั้งคู่อยู่เยอะแยะ

slot
ข้างพญากังสะยังไม่สิ้นความบากบั่นที่จะฆ่าพระกฤษณะ ได้ส่ง อสุรีสังกาสูร (Sankhasura)
เข้ามารังควานนางวัวปีที่มาอยู่กับพระกฤษณะและก็พระพลราม พระกฤษณะได้เข้าต่อสู้และก็ตัดศรีษะของสังกาสูรได้เสร็จ
ในคืนถัดมาก็มียักษ์โคเข้ามารังแกอีก ซึ่งก็ถูกพระกฤษณะจับหักคอกระทั่งตาย
โหราจารยฺ์ของพญากังสะทายว่า พระกฤษณธจะมาฆ่าพญากังสะ พญากังสะก็เลยจับนางเทวัญกีและก็วสุเทวะคุมขังไว้
กับคิดแผนฆ่าพระกฤษณะอีก โดยชวนให้เข้ามาในเมืองมถุรา
แล้วก็ได้ส่งอสุรีรูปม้าชื่อ “เกศิน” (Kesin) ไปลอบทำร้ายกลางทาง แต่ว่าก็ถูกพระกฤษณะเอาหมัดยัดใส่ปากจนกระทั่งตาย
ยิ่งกว่านั้น ยังส่งอสุรีสุนัขป่าที่เปลี่ยนร่างเป็นขอทานมารังแก แต่ว่าพระกฤษณะก็ล่วงรู้เล่ห์แล้วก็ปราบได้เสร็จ
ต่อจากนั้น พญากังสะได้ให้อำมาตย์เอกนาม อกุระ (Akrura) ชวนพระกฤษณะเข้าไปในเมืองแม้กระนั้นอกุระเป็นคนที่จงรักภักดีต่อพระกฤษณะ
ก็เลยเล่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแผนร้ายของพญากังสะว่า พญากังสะปรารถนาลวงพระกฤษณะไปฆ่าในเมือง
พระกฤษณะและก็พลรามเดินทางเข้าไปในเมือง ทำลายธนูของศิวะ ฆ่าคนเฝ้าประตูเมือง ต่อจากนั้นปราบช้างกุวัลยปิยะ
รวมทั้งต่อสู้กับนักมวยปลุกปล้ำจาณูระรวมทั้งมุสติกะ สุดท้าย พระกฤษณะได้ลากตัวพญากังสะลงมาจากบัลลังก์ แล้วก็ใช้หมัดตีจนถึงจบชีวิต
หลังจากนั้นก็ได้มอบราชสมบัติคืนให้กษัตริย์อุครเสนดังเดิม โดยพระกฤษณะอาศัยอยู่กับนางเทวดากีระยะหนึ่ง
พระกฤษณะได้ปราบอสุรีอีกหลายคราว ท้ายที่สุด ท่านก็ได้ออกไปพบทำเลที่ตั้งสร้างเมืองใหม่
โดยให้พระวิศวกรรมสร้างเมืองให้เสร็จด้านในคืนเดียว หลังจากนั้นย้ายเครือญาติยาฑเพียงพออกไปยังเมืองใหม่ นามว่า “ทวารกา”
เมื่อย้ายมาอยู่เมืองทวารกาแล้ว พระกฤษณะก็ออกแสวงหามเหสีให้กับท่านเองแล้วก็พระพลราม
พระพลรามได้สมรสกับ นางเรวาตี (Revati) ส่วนพระกฤษณะเข้าพิธีสมรสกับ นางรุกไม่นี (Rukmini)
เมื่อก่อนหน้านั้น ก็จำต้องต่อสู้กับ “รุกมา”และก็ “สีสุขว้างละ” พี่ชายของนางรุกไม่นี ซึ่งเป็นพี่น้องของพระกฤษณะ แล้วก็หมายปองนางรุกไม่นีด้วยเหมือนกัน
ข้างหลังการสมรส พระกฤษณะก็ยังต่อสู้กับยักษ์ฯลฯ แล้วก็ได้มเหสีมาอีก 7 องค์ อย่างเช่น
นางถ้วยชามภวาตี (Jambavati) บุตรสาวของจานชามภูเขาวาล ผู้เป็นกษัตริย์ที่หมี นางสัตยภามา (Satyabhama) บุตรีของสัตราชิต
นางกัลลินดิ (Kalindi) ลูกสาวของดวงอาทิตย์ และก็มเหสีอีก 4 องค์จากการทำลายล้างอสุรีตนอื่นๆ
ภารกิจสำคัญอีกทีหนึ่งเป็นการปราบ ท้องนาระเกะระกะ (Naraka) ซึ่งเป็นกษัตริย์ของ ปักโยทิชา (Pragiyotisha)
ทุ่งนาระเกะระกะได้รับพรจากพระอิศวรทั้งยังสามให้เป็นคนที่ไม่มีผู้ใดเสมอเทียมได้ สร้างตกระกำลำบากแก่เหล่าเทวดา
ถึงกับขนาดไปยึดเอาต่างหูของนางอทิว่ากล่าว(ผู้เป็นมารดาของเหล่าเทพ)
หลังจากนั้นก็ไปยึดเอามงกุฏของพระอินทร์มาใส่รวมทั้งยึดนางอัปสร ๑๖,๐๐๐ องค์ไปจากสรวงสวรรค์
ตอนท้ายยังแปลงตัวเป็นช้างไปข่มขืนกระทำชำเราบุตรีของ พระวิศวกรรม ด้วย
พระกฤษณะได้บุกไปยังเมืองของทุ่งนาระเกะระกะ ปราบยักษ์ตนนี้ แล้วหลังจากนั้นก็เลยนำข้าวของที่ถูกยึดกลับคืนไปให้ผู้ครอบครอง
ส่วนนางอัปสรทั้งปวงนั้น ท่านนำกลับไปยังเมืองทวารกา และก็สมรสกับทุกนาง (พระกฤษณะมีมเหสีทั้งผอง ๑๖,๑๐๘ นาง)
ความที่มีมเหสีล้นหลามก็เลยเกิดเหตุราวอยู่หลายครา
เป็นต้นว่า กาลครั้งหนึ่งพระกฤษณะมอบดอกขว้างริชาต (ดอกไม้สรวงสวรรค์ที่เกิดขึ้นจากการคนทะเลน้ำนม
พระอินทร์เป็นผู้ดูแลรักษาไว้ในเขตของสรวงสวรรค์ของท่าน) แก่นางรุกไม่นี ปรากฎว่านางสัตยภามาก็ปรารถนาบ้าง
พระกฤษณะก็เลยบุกขึ้นเขาสรวงสวรรค์ของพระอินทร์กำเนิดทำศึกกัน ท้ายที่สุดพระกฤษณะนำต้นขว้างริชาตมาไว้ยังเมืองทวารกาได้เสร็จ
แต่ว่าต่อจากนั้นหนึ่งปีก็คืนให้พระอินทร์นำไปปลูกไว้ที่เดิม
เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ก็ถึงกาลที่พระกฤษณะจะกลับไปยังไวเราณฐ์สถานที่ของท่าน
เหตุมีอยู่ว่า คราวหนึ่ง กลุ่มกษัตริย์ยาฑพเมาสุรา วิวาทปลงพระชนท์คุ้นเคย พระกฤษณะบากบั่นห้าม แต่ว่าก็ไม่เป็นผล
ท่านก็เลยแอบหนีเข้าไปในป่า บังเอิญในตอนนั้น มีนายพรานป่าออกล่าสัตว์ นายพรานผู้นั้นสำคัญผิดว่า
พระกฤษณะเป็นสัตว์ก็เลยยิงท่านด้วยธนูเหมาะสม “ข้อเท้า” อันเป็นจุดชีวิตของพระกฤษณะ จนกระทั่งสวรรคต
ส่วนพระพลรามสิ้นอายุใกล้ชายฝั่งทะเล กลับไปเป็นเศษะนาคอันเป็นร่างเดิมและก็กลับคืนสู่ทะเลน้ำนม
เมื่อข่าวสารการสวรรคตของพระกฤษณะล่วงรู้ไปถึงในเมือง พระวสุเทวะ นางเทวดากี ตลอดจนนางโรหินีก็สวรรคตตามไปด้วย
ต่อจากนั้นไม่นานก็กำเนิดน้ำหลากใหญ่กระทั่งเมืองทวารกาจมหายไปสุดท้าย
รูปเคารพนับถือพรกฤษณะค่อนข้างจะมีต้นแบบที่นานาประการ ดังนี้เพราะว่าท่านทรงมีประวัตินาน
ก็เลยมีภาพสลักเรื่องราวแสดงเหตุสำคัญหลายตอน